วันจันทร์, เมษายน 27, 2026
Update Newsพาณิชย์

พาณิชย์จับมือแบงค์ชาติและเอกชน ถกเรื่องเงินบาทแข็ง พร้อมกระตุ้น SMEs รับมือความผันผวน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกระแสความกังวลว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วและมากกว่าที่คาด อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย รวมถึงความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่ทำให้การประกันความเสี่ยงเป็นเรื่องจำเป็น จึงได้มอบให้สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA (New Economy Academy) จัดการเสวนาเรื่อง “ค่าเงินบาทแข็ง SMEs แก้ได้อย่างไร” เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ SMEs เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท ว่าอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้า-ส่งออกอย่างไร และจะหาทางแก้ไขหรือป้องกันผลกระทบได้อย่างไรบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ SMEs อาจจะไม่ได้สนใจหรือไม่ทราบทางเลือกในการรับมือกับเรื่องดังกล่าวมากเพียงพอ


“หลายคนกำลังพูดกันเรื่องค่าเงินบาทแข็งเกินไป ซึ่งจริง ๆ กระทรวงพาณิชย์ทราบว่า หน่วยงานที่ดูแลโดยตรงคือธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยอยู่แล้ว ซึ่งหากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เขาก็จะเข้าใจและหาทางป้องกันความเสี่ยงไว้ในระดับหนึ่ง แต่เราอยากให้ผู้ประกอบการ SMEs ตื่นตัวเรื่องการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นเช่นกัน เพราะปัจจุบันการค้าโลกมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการค้าบ่อยครั้ง จำเป็นที่ SMEs ของเราจะต้องมีความรู้รอบด้านและเข้าใจวิธีการเตรียมรับมือไว้บ้าง เพื่อป้องกันหรือบรรเทาปัญหาที่อาจเกิดขึ้น” นางอภิรดีกล่าว


นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นพันธมิตร สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ สมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมกันจัดงานเสวนา “ค่าเงินบาทแข็ง SMEs แก้ได้อย่างไร” ขึ้นในวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน 2560 เวลา 12.00-17.00 น. ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันให้ความรู้ แนวคิด เทคนิคการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แก่ SMEs ในธุรกิจส่งออก-นำเข้าที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน รวมทั้งผู้สนใจที่ต้องการเตรียมความพร้อมก่อนการดำเนินธุรกิจนำเข้า-ส่งออกอย่างจริงจัง


“งานเสวนา ค่าเงินบาทแข็ง SMEs แก้ได้อย่างไร ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA เป็นแม่งานหลักในครั้งนี้ เราได้เชิญชวนกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการการเงิน มาให้ความรู้ผู้ประกอบการ SMEs อย่างเต็มที่ โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกันในรูปแบบประชารัฐ และได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ อาทิ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ฯลฯ ตลอดจนภาคเอกชน สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ และสมาคมธนาคารไทย ที่ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน ที่จะมาร่วมสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องค่าเงินบาทผันผวนให้กับ SMEs ที่อาจจะยังไม่ทราบวิธีการ เทคนิค หรือทราบทฤษฎี แต่ไม่รู้จะปฏิบัติจริงได้อย่างไร มีหน่วยงานไหนให้บริการด้านนี้บ้าง และมีบริการช่วย SMEs บริหารจัดการความเสี่ยงค่าเงินแบบไหนบ้างที่เหมาะกับธุรกิจแต่ละราย” นางมาลีกล่าว
 
หัวข้อในการสัมมนาครั้งนี้ เช่น “แนวทางผ่อนคลายเงินตราต่างประเทศของ ธปท. กับผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย” “เคล็ดลับปรับตัว ไม่กลัวค่าเงินผันผวน” “เทคนิคบริหารธุรกิจ ปิดความเสี่ยงค่าเงิน” นอกจากนั้น ยังมีผู้ประกอบการต้นแบบที่มีเทคนิคการบริหารจัดการความเสี่ยงค่าเงินผันผวนที่ประสบความสำเร็จมาเล่าประสบการณ์จริงให้ SMEs ฟังอย่างลงลึก และผู้เข้าร่วมงานจะได้รับคำปรึกษาจากธนาคารพาณิชย์ที่มาออกคูหาอย่างคับคั่ง มานำเสนอบริการช่วย SMEs บริหารจัดการความเสี่ยงค่าเงินที่เหมาะกับธุรกิจของแต่ละราย พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์พิเศษที่จะให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกท่านอีกด้วย
 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “กระทรวงพาณิชย์และพันธมิตรทุกหน่วยงาน เราคาดหวังว่าการปฏิรูปการสร้างและพัฒนาศักยภาพ SMEs ด้านการบริหารจัดการการเงินอย่างครบวงจรที่จัดโดยสถาบัน NEA ในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในระยะยาวกับ SMEs ไทย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาธุรกิจการส่งออกให้เจริญเติบโต ลดความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการ และเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”
 

สำหรับสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA เป็นหน่วยงานใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ตั้งขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ ให้เข้าใจวิธีการทำการค้าขายยุคใหม่ในหลายด้าน อาทิ ด้านดิจิทัล ด้านบริหารจัดการธุรกิจสู่สากล ความรู้เบื้องต้นเพื่อการส่งออก ความรู้เฉพาะทางด้านการตลาดระหว่างประเทศ ที่เน้นเป็นประเภทสินค้า หรือเน้นตามตลาด เป็นต้น ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ได้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไปแล้วทั้งหมดเกือบ 13,000 ราย และจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ออกมาตลอดปี
 
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) : 02 507 8111