My Memory @ ตรัง – พัทลุง : ไปแล้ว … รักเลย
กลับมาเดินทางกันอีกครั้งกับชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว คราวนี้พากันไปที่ตรัง พัทลุง มีคุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณพี่ คณะนักท่องเที่ยววัยเก๋า และพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนรวมก็ 80 ชีวิต นำโดย คุณวรางคณา สุเมธวัน ประธานชมรมฯ ได้รับเกียรติจาก คุณสมชาย ชมภูน้อย ที่ปรึกษากิติมศักดิ์ของชมรม ฯ คุณอิงอร คงชู ผอ.ททท.สำนักงานตรัง คุณจอมสุรางค์ เฉลิมขวัญ ผอ.ททท.สำนักงาน นครศรีธรรมราช นำทัพพาทัวร์ ระหว่างวันที่ 14-19 มกราคม 2569 ที่ จังหวัดตรัง และจังหวัดพัทลุง
การเดินทางในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเข้าสู่เมืองน่าเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มมากขึ้น เรามุ่งหน้าสู่จังหวัดพัทลุงด้วยรถไฟด่วนพิเศษ “ทักษิณารัถย์” มีความหมายว่า “เส้นทางสู่ภาคใต้” เพื่อสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่แสนพิเศษที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ปรับภาพลักษณ์รถไฟของไทยให้มีความหรูหรา สะอาด และทันสมัย ด้วยระบบเทคโนโลยีภายในขบวนรถ
คุณวรางคณา สุเมธวัน ประธานชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว เผยถึงการเดินทางในครั้งนี้ว่า ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยววัยเก๋า 80 คน เราพาคณะมาเที่ยวจังหวัดตรัง – พัทลุง เส้นทางหลักของเราเป็นเส้นทางที่น่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์เรื่องการท่องเที่ยวที่สวยงามของสองจังหวัดนี้ สองจังหวัดนี้เพิ่งได้รับผลกระทบเรื่องพายุที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ จึงถือเป็นโอกาสที่ทางชมรมฯ จะได้มีโอกาสเข้ามาช่วยเยียวยาพี่น้องชาวไทยผู้ประสบภัยกันด้วย
ไปเที่ยวพัทลุง ตรังกันคะ ไปกันหรือยังคะ ไปดูว่าบ้านเมืองของเราที่มีสิ่งสวยงามมากมาย อย่าพลาดโอกาสดีดีที่จะไปรู้จักเมืองไทยกันนะคะ”
https://www.youtube.com/watch?v=iQ5QdYWJ69A
#ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว
DAY 1
สวนลุงเวศน์
สถานที่แรกที่ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยวลงใต้มาเยือนจังหวัดตรัง คือ สวนลุงเวศน์ เช้าๆ อย่างนี้เดินกินลมชมดอกไม้แสนสวยจะได้กระชุ่มกระชวย ที่สวนลุงเวศน์ ตั้งอยู่ที่อำเภอนาโยง เกิดจากไอเดียของคุณประเวศน์ ภู่สุวรรณ ที่ทำธุรกิจที่จังหวัดตรังและเชียงใหม่ เห็นว่าทำไมคนจะชื่นชมสวนไม้ดอกจึงต้องขึ้นไปเหนือ จังหวัดตรังก็น่าจะทำสวนไม้ดอกได้ หลังจากปิ๊งไอเดียก็ปรับผืนนารกร้างให้เป็นสวนดอกไม้บนเนื้อที่ 35 ไร่ มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนดอกไม้ตลอดทั้งปี ในแต่ละช่วง จึงเผยให้เห็นความสวยงามของดอกไม้สลับกันเบ่งบานรอรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน วันนี้เราก็ยังเห็นบางแปลงมีเจ้าหน้าที่ทำสวนยังคงพรวนดินกันอยู่
นอกจากสวนดอกไม้ที่ให้บรรยากาศเหมือนเมืองเหนือแล้ว ยังมีร้านกาแฟ CAFE’ INTHEGARDEN ให้บริการเครื่องดื่ม ชากาแฟและขนมทานเล่น โดยแบ่งโซนที่นั่งทั้งแบบอินดอร์และแบบเอาท์ดอร์ เพื่อรับลมชมวิวทุ่งดอกไม้กันได้อย่างชิล ๆ หรือหากต้องการซื้อดอกไม้เพื่อนำไปประดับตกแต่งบ้านก็มีไว้บริการ วันนี้จึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียนจำนวนมาก ว่าที่จริง สีสรรของดอกไม้ที่จัดสร้างมา แค่เดินเข้าไปก็ถือว่าคุ้มกับราคาค่าเข้าชม 50 ของลุงแล้วนะ …. หรือว่าไง ?
#สวนลุงเวศน์ เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. หากต้องการทราบรายละเอียดเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่เพจ : สวนลุงเวศน์
ถ้ำเขาช้างหาย
ถัดมาไม่ไกลจากตัวเมืองตรัง ที่ถ้ำเขาช้างหาย ที่นี่เป็นถ้ำที่ไม่ใหญ่มากนักแต่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเดินทางค่อนข้างสะดวกสบาย
ตอนแรกเห็นบันไดทางขึ้นก็คิดอยู่ว่า คณะนักท่องเที่ยววัยเก๋าเราจะไหวมั๊ยหนอ ? แต่เมื่อค่อยๆ เดินขึ้นไปด้วยบันไดไม่กี่ขั้น ก็จะพบกับปากถ้ำเขาช้างหายแล้ว ยังไม่ทันเหนื่อยเท่าไหร่ (ยกเว้นผู้เขียน 555 ) ก็ถือว่าเป็นที่เที่ยวที่ผู้สูงวัยไม่ต้องกังวล ลูกหลานพามาเที่ยวก็สามารถทำได้ โดยถ้ำนี้มีความสูงจากพื้นดิน 150 เมตร ยาว 850 เมตร
ภายในนั้นถึง 6 ถ้ำด้วยกัน ได้แก่ ถ้ำช้างหาย ถ้ำเพกา ถ้ำทรายทอง ถ้ำโอ่ง ถ้ำลม และถ้ำแม่เฒ่าคล้าย ซึ่งโถงถ้ำแต่ละแห่งที่กล่าวถึงนี้ล้วนมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัว การเดินชมถ้ำแห่งนี้ค่อนข้างสะดวกสบาย มีการปรับปรุงเส้นทางเดินให้กว้างขวาง ติดตั้งไฟส่องสว่างในแต่ละจุด และบรรยากาศในถ้ำยังเย็นสบายตลอดทั้งปีแม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนก็ตาม
โดยครั้งนี้คณะของเราก็ได้รับความรู้ที่เกี่ยวกับถ้ำในแต่ละจุด โดยเฉพาะโถงกลางถ้ำซึ่งมีขนาดใหญ่ สวยงาม นอกจากนี้หินงอก หินย้อยภายในถ้ำ ยังสามารถจินตนาการไปได้หลากหลาย เห็นบอกว่า จริงๆ แล้วจะสามารถเดินลึกเข้าไปอีกได้แต่เนื่องจากไม่เหมาะกับวัยของคณะเราเท่าไหร่เกรงจะไม่ปลอดภัยเพราะบางจุดต้องหมอบคลานเพื่อลอดตัวกันเลยทีเดียว แต่เพียงเท่านี้ก็ถือว่า คุ้มค่ากับการไต่บันไดขึ้นมาละคะ
สถานีรถไฟกันตัง
หลังเรียกเหงื่อออกมาจากถ้ำ ไม่นานนักเราก็มาถึงสถานที่ต่อมา นั่นคือ สถานีรถไฟกันตัง สถานีแห่งนี้ถือเป็นสถานีสุดท้ายของทางรถไฟฝั่งอันดามัน อะแฮ่ม… แค่เห็นก็คลาสสิกแล้ว มีตกแต่งมุมต่างๆ เอาไว้ให้เช็คอินกันหลายที่ นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึกซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของชาวเรา 555
อาคารสถานีรถไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ริมถนนหน้าค่ายในเขตเทศบาลเมืองกันตัง มีความเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีแล้วเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวสีเหลืองสลับน้ำตาล หลังคาทรงปั้นหยาสถาปัตยกรรมแบบภาคใต้ ด้านหน้ามีมุขยื่น มุมเสาตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุ
เป็นสถานีสุดท้ายของทางรถไฟฝั่งอันดามัน ดูคลาสสิคดีแท้ กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนอาคารสถานีรถไฟเป็นโบราณสถาน ปัจจุบันสถานีรถไฟกันตังยังคงให้บริการเดินรถทุกวัน
ที่นี่เราได้พบกับคุณอิงอร คงชู ผู้อำนวยการสำนักงานตรัง ที่มารอต้อนรับคุณวรางคณา สุเมธวัน ประธานชมรม ชสท.และคณะ พร้อมกับเปิดภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดตรังว่า “ตรัง จังหวัดเล็ก ๆ ที่ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการท่องเที่ยวทางฝั่งอันดามัน ด้วยศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวที่จังหวัดตรังมีทั้งทางบกและแหล่งท่องเที่ยวความสดใหม่ของท้องทะเลตรัง มีความพร้อมที่จะรับนักท่องเที่ยวทุกคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักที่กำลังจะมาถึงนี้ ททท.สำนักงานตรัง ร่วมกับจังหวัดก็มีกิจกรรมสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายกิจกรรม หนึ่งในนั้นคือ งานวิวาห์ใต้สมุทร เป็นงานวิวาห์ใต้ทะเลเพียงแห่งเดียวในโลกนี้เท่านั้น ปีนี้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13 – 15 กุมภาพันธ์ รับสมัครคู่วิวาห์ให้มาร่วมวิวาห์ใต้สมุทรที่จังหวัดตรังกัน
นอกจากนั้น ททท.ยังมีกิจกรรมเสริมคือ งานมหกรรมอาหาร ซึ่งจังหวัดตรังเราขึ้นชื่อเรื่องของยุทธจักรความอร่อย ในช่วงเดือนแห่งความรัก ททท.ก็นำเสนอ อาหารถิ่นเมืองตรัง TRANG FOODIE FEST Senses of journey ที่มีหลากหลาย รูปแบบ ทั้งเมนูท้องถิ่น เมนูแห่งความรักและเมนูของชาวเกาะ ซึ่งมีร้านอาหารกว่าห้าสิบร้านมาร่วมพรีเซนต์
มากไปกว่านั้นทางเทศบาลนครตรัง ได้จัด Season of Love ในเรื่องของการตกแต่ง แต่งแต้มสีสันของเมือง เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ ที่จัดขึ้นในวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ ซึ่งจัดขึ้นในสถานที่ที่คนสมัยก่อนบอกรักกัน
เดือนแห่งความรักนี้ หากนักท่องเที่ยวยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ใด ตรังก็ขอเชิญชวนมาเที่ยวที่นี่ เรายินดีต้อนรับ และด้วยห้องพักที่เรามีรองรับถึง 4600 กว่าห้อง สถานประกอบการ 300 กว่าแห่ง ทั้งในเมืองและตามเกาะต่างๆ สามารถรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
สามารถค้นหาการติดต่อสื่อสารในเรื่องการบริการท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง เรามีศูนย์ให้ข่าวสาร เว็บไซต์ : www.tourismthailand.org/trang สำนักงานททท.ตรัง หรือโทร 075211058 Facebook : ททท.สำนักงานตรัง TAT Trang
“ชาวตรังยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านสู่จังหวัดตรังคะ” ผอ.ททท. สำนักงานตรัง กล่าวเชิญชวน
https://www.youtube.com/watch?v=eiH_O-QAmAA
พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี
แล้วก็มาปิดวันแรกของการเยือนจังหวัดตรังกันที่ “จวนเก่าเจ้าเมืองตรัง” หรือบ้านพักอดีตเจ้าเมืองตรังพระยารัษฎานุประดิษฐ์อยู่ห่างจากเทศบาลกันตังประมาณ 200 เมตร เป็นที่ตั้งของสถานที่ประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
ลักษณะเป็นเรือนไม้สองชั้น ภายในจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งเท่าตัวจริงของพระยารัษฎาฯ และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของท่าน โดยทายาทตระกูล ณ ระนอง เป็นผู้ดูแลรักษา ชาวกันตังและเทศบาลเมืองกันตังเห็นว่าบ้านหลังนี้คือหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ควรรักษาไว้คู่เมืองตรัง จึงจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงอัตชีวประวัติและผลงานของพระยารัษฎาฯ ให้ชาวตรังได้ศึกษาจดจำ
โดยได้ขออนุญาตใช้บ้านพักอดีตเจ้าเมืองตรังแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงคุณูปการของพระยารัษฎาฯ จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ฯ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2535 ใช้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง)” เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) เวลา 09.00-16.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม
ค่ำนี้คณะของเราพักกันที่โรงแรมเรือรัษฎา ตรัง
#พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี
DAY2
นั่งตุ๊กตุ๊กหัวกบ ทัวร์เมือง
มาตรังก็หลายครั้ง ไม่ได้มีโอกาสนั่งรถตุ๊กตุ๊กหัวกบกับเขาเสียที คราวนี้มากรุ๊ปใหญ่ ทางชสท.และททท.ตรังจัดให้ โดยจัดกระบวนแถวกันมารับถึงบันไดหน้าโรงแรมเรือรัษฎา ตรัง รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ จำนวนยี่สิบกว่าคันเรียงรายรอรับคณะ ที่กระโดดขึ้นบ้าง ปีนขึ้นบ้าง ถัดขึ้นบ้าง (ตามวัย) เรียกเสียงเฮฮาตั้งแต่รถยังไม่ทันเคลื่อนขบวน
ครั้งนี้ โชเฟอร์ “ตุ๊กตุ๊กหัวกบ” พาเราไปตระเวณตามตรอกซอกเมือง แวะตามจุดสำคัญๆ หลายแห่ง ทั้งอนุเสาวรีย์ ฯ ตลาดสดยามเช้า ตึกหลากสีสไตล์ชิโนโปรตุกีส วิหารคริสศาสนา ที่สร้างตั้งแต่พ.ศ. 1915 สตรีทอาร์ต ตรงนี้ดูนักท่องเที่ยววัยเก๋าจะให้เวลามากสักหน่อย นางแบบ …นายแบบ ช่างภาพมือถือเพียบ !! มองซ้าย มองขวา หามุมกันค่อนข้างเยอะ เอ้า…. นึง … ส่อง…ซั่ม
ชุมชนบ้านน้ำราบ
หลังจากตระเวณชมเมืองกัน คราวนี้ก็ออกไปนอกเมืองกันบ้าง ที่วิสาหกิจชุมชนล่องแพบ้านน้ำราบ ตำบลบางสัก แหล่งท่องเที่ยวที่ได้ห้าดาวจากททท. ปี 2566 “Sustainable Tourism Acceleration Rating”
“บ้านน้ำราบ” เป็นพื้นที่ป่าชายเลนกว่า 3,200 ไร่ ที่ชาวบ้านร่วมกันดูแลรักษานับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สมบูรณ์และสวยงาม ในชุมชนยังมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การปลูกป่าชายเลน ปลูกหญ้าทะเลและธนาคารปูม้า
และสำหรับวันนี้ชาวชุมชนยิ้มปลื้มปริ่มเมื่อได้รับคณะจากกทม. กว่า 80 ชีวิต นำแพตีคู่กัน 2 แพ ล่องไปตามลำน้ำผ่านป่าชายเลน ป่าโกงกางผืนใหญ่สู่ท้องทะเล
ทางแพท่องเที่ยวจัดที่นั่งสำหรับทานอาหารโต๊ะละ 8 คน อาหารทะเลสดๆ ทยอยมาจานแล้วจานเล่า ไม่ว่าจะเป็น ปู กุ้ง หอย ปลาหมึก แกงใต้ น้ำพริกพร้อมผักแซม ปลาทอด หรือแม้แต่ไข่เจียว
“เติมได้ทุกอย่างครับ ยกเว้นปลาทอด” หนุ่มน้อยผิวเข้มที่คอยเดินเสริมพูดด้วยสำเนียงแปร่งปร่าสำหรับเรา
นั่นทำให้อาหารทะเลมื้อนี้ โดยเฉพาะปูนึ่งสด ๆ ที่เสริฟมาแบบไม่อั้น หมดก็เติมใหม่ หมดก็เติมใหม่ จนกระทั่ง …
“รับอีกมั๊ยครับ” หนุ่มน้อยคนเดิม เดินอมยิ้มมาเลียบเคียงถาม
ลูกทัวร์ต่างเริ่มส่ายหน้ายอมแพ้ ดูท่าทางแต่ละท่านจะไม่สามารถนำสิ่งใดเข้าสู่ร่างกายได้อีกแล้วในตอนนี้
…ก็เป็นเวลาพอดีกับที่แพลากจูงนี้ถูกนำมาดร็อปกันที่ ทะเลแหวก
“ร่มใหม่ครับ คันเก่าสีหมองแล้ว คันนี้ต้อนรับคณะนี้กันเลยครับ” คุณลุงคนแพ แบกร่มคันโตสีเขียวแปร๊ดไปปักกลางเกาะทะเลแหวก ฟ้าสีคราม น้ำสีเข้ม ร่มสีเขียว มันช่างสดใสเสียจริง ๆ
“ค่อย ๆ ทยอยก้าวลงนะครับ” หนุ่มน้อยลูกหลานคนแพ 2 – 3 คน ค่อย ๆ นำสะพานไม้เชื่อมเล็ก ๆ พาดต่อระหว่างแพ กับ ผืนทราย เพื่อให้เหล่าสมาชิกนักท่องเที่ยวได้เดินลงชายหาดกันได้อย่างสะดวกสบาย
ทะเลแหวกกับ 80 ชีวิตในวันนี้จึงเต็มไปด้วยสีสันความสดใส บ้างก็วิ่งเข้าหาร่มคันโตเพื่อถ่ายภาพ บ้างก็วิ่งเตะน้ำเล่น นู่น บางคนแรงดีกระโดดให้เพื่อนเก็บภาพ เห็นอาการหอบแฮ่กเพราะโดดหลายรอบได้ภาพไม่แล้วใจ
บ้างนึกถึงคุณแฟนที่ไม่ได้มาด้วย ก็ใช้นิ้วปาดทรายเขียนรูปหัวใจเขียนชื่อตัวเองและชายหนุ่มบนผืนทราย ขณะที่อินฟลูฯ บางคนก็เลือกจะตั้งมือถือแล้ววิ่งไปวิ่งมา ทำท่าเต้นตามสไตล์ติ๊กต่อก สุดแท้แต่ใครจะครีเอท ถูกอกถูกใจกันถ้วนทั่ว
… จนได้เวลาพอสมควรก็เริ่มเดินทางกลับออกมากัน
“เมื่อก่อนชาวบ้านไม่ได้ทำด้านท่องเที่ยว เป็นแค่ทางผ่านสำหรับไปเกาะลิบง เกาะมุก หาดปากเมง ชาวบ้านก็มารวมตัวกันคิดว่าน่าจะสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ คือการท่องเที่ยว ก็เริ่มออกสำรวจพื้นที่ก็ได้จุดท่องเที่ยวมา ตอนแรกก็ได้สองจุด คือทะเลแหวกและเขาจมป่า พอทีหลังก็เริ่มมีเกาะรูปหัวใจ ถ้ำ อุโมงค์โกงกาง เพิ่มมาอีกสามจุด
เราได้รางวัลด้านการท่องเที่ยวชุมชนโดยททท.มอบให้ ห้าดาวด้านการท่องเที่ยว จุดเด่นคือสามารถมาพักผ่อนได้ตลอดปี
กิจกรรมนี้จะใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ตั้งแต่ล่องแพ ทานอาหารและแวะดร็อปบนหาดทรายทะเลแหวกหรือที่เที่ยวที่บอกไป สนใจติดตามได้ใน Facebook : วิสาหกิจชุมชนล่องแพบ้านน้ำราบ หรือ 087 2778017 แพนี้ชื่อแพบังอู๊ด คะ” พี่พี่เต๋า แม่ครัวที่ขะมักเขม้นอยู่กับการหยอดขนมครก อาหารหวานสำหรับเสริฟหลังขึ้นมาจากทะเลบอกในตอนท้าย เพราะที่นี่มีแพหลายแพที่อยู่ในวิสาหกิจชุมชนล่องแพบ้านน้ำราบ สนใจก็ลองสอบถามกันไปได้
ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ต้องบอกเลยว่า ดีมาก ๆ นอกจากจะได้ช่วยเหลือชุมชน สัมผัสกับวิถีชุมชนแล้ว ยังทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความงดงามทางธรรมชาติ ได้ทานอาหารรสชาติเดียวกับคนพื้นถิ่น ได้อิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสดๆ ได้เห็นรอยยิ้มและอัธยาศัยไมตรีที่ดีเยี่ยมจากชาววิสาหกิจชุมชนบ้านน้ำราบแห่งนี้ ต้องบอกว่า ขอปรบมือให้ดัง ๆ สมแล้วกับรางวัลสถานที่ท่องเที่ยวระดับห้าดาวที่ได้รับจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มีลายเซ็นต์ ผู้ว่า ฯ ททท. คุณกลาง – ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ การันตีในประกาศนียบัตรใบโตนี้ด้วย
#วิสาหกิจชุมชนบ้านน้ำราบ
หาดเจ้าไหม
อิ่มอกอิ่มใจอิ่มพุงกันแล้ว ก็เดินทางกันต่อ คราวนี้แวะไปกันที่ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มีเนื้อที่ประมาณ 230 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอสิเกาและอำเภอกันตัง บนฝั่งประกอบด้วยพื้นที่ป่าชายเลนและแนวป่าสนธรรมชาติตั้งแต่หาดปากเมง หาดฉางหลาง หาดเจ้าไหม จนถึงหาดหยงหลิง มีอาณาเขตชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 20 กิโลเมตร
ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ที่หาดเจ้าไหม บ้านฉางหลาง ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา มีชายหาดยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ร่มรื่นด้วยแนวต้นสนและป่าชายเลน ทางด้านใต้ของหาด คือ เขาแบนะ เขาหินปูนที่ยื่นออกไปในทะเลคล้ายปลายแหลม มีร่องรอยภาพเขียนสีโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ให้ชม
ปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาแบนะ เป็นทางเดินสะพานไม้ลัดเลาะริมทะเลจากชายหาดและวนรอบเขาแบนะ ระยะทางเดิน 1,160 เมตร ตลอดเส้นทางจะได้ชมทิวทัศน์เขาหินปูน พรรณไม้ต่าง ๆ ที่ขึ้นอยู่บนเขา และในทะเลบริเวณนี้ยังเป็นแหล่งหญ้าทะเลของพะยูน หากโชคดีอาจได้ชมพะยูนที่ว่ายน้ำมากินหญ้าทะเลบริเวณนี้
แต่… ครั้งนี้ เรามีเวลาไม่มากพอ ทำได้คือเดินเล่นกันชายหาด พร้อมกับบันทึกภาพเอาไว้เป็นความทรงจำว่า ครั้งหน้าจะมาเยือนกันอีกจร้า
ที่อุทยานฯ มีบ้านพักและจุดกางเต็นท์บริการนักท่องเที่ยวบริเวณหาดเจ้าไหม และมีจุดกางเต็นท์บริการนักท่องเที่ยวที่เกาะกระดาน สอบถามข้อมูล ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม โทร. 08 0572 2583 เว็บไซต์ www.dnp.go.th
โรงแรมเรือรัษฎาจังหวัดตรัง
จะไม่พูดถึงคงไม่ได้สำหรับที่พักที่แสนสบายของเราทั้งสองคืนในจังหวัดตรัง ท่านแรกที่ต้องเอ่ยคือ พี่น้อย – วัลวลี ตันติกาญจน์ อดีตนายกสมาคมสปาสมุย ประธานที่ปรึกษสมาคมสปาสมุย ผู้ที่กรุณาแนะนำให้ได้รู้จักกับคุณวิไลพร พิตรปรีชา ประธานบริหารและคุณวศิน พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการโรงแรมเรือรัษฎา จ.ตรัง สองผู้บริหารที่ให้การต้อนรับคณะ ช.ส.ท.และลูกทัวร์วัยเก๋าอย่างอบอุ่นตลอดการเข้าพักที่นี่รวมถึงงานเลี้ยงรับรองยามค่ำคืนด้วย โดยเฉพาะอาหารเช้าที่มีความหลากหลายและแสนอร่อยจนหลายต่อหลายคนเอ่ยปากชม
สำหรับโรงแรมเรือรัษฎา จะโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ของเรือขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 65 ไร่ ซึ่งด้านหนึ่งอยู่กลางย่านธุรกิจเดินเพียงไม่กี่นาที กับอีกฟากหนึ่งของวิวถูกรายล้อมด้วยทิวเขาบรรทัดที่งดงาม โดยเฉพาะยามอาทิตย์เริ่มทอแสงในทุกเช้าของวัน
ที่นี่มีห้องพักหลากหลาย ดีไซน์ทันสมัย มีห้องซูพีเรีย 132 ห้อง ห้องดีลักซ์ 55 ห้อง ห้องมุมดีลักซ์ 12 ห้อง ห้องเอ็กเซ็กคูทีฟสวีท 16 ห้อง ห้องเพรสซิเดนเชียลสวีท 1 ห้อง และ 1 Royal Suite เรียกว่า ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ชื่นชอบวิวภูเขาและวิวเมือง
Rua Rasada Hotel มีห้องจัดประชุม สนามฝึกซ้อมไดร์ฟกอล์ฟ และสนามเทนนิส ผู้เข้าพักสามารถพักผ่อนได้ที่สปาของโรงแรมซึ่งมีทั้งห้องซาวน่าและบริการนวดผ่อนคลาย
ที่โรงแรมแห่งนี้ยังมีจุดบริการอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด 4 แห่ง ห้องอาหารประการังให้บริการอาหารเอเชียและอาหารตะวันตก สมุทธารา เลานจ์, Poolside Bar และ Pier 88
Rua Rasada Hotel มี 2 สระว่ายน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หรือยามเย็นย่ำอยากจะนั่งสังสรรค์ฟังเพลงสบายๆ ก็เดินลงมานั่งจมจ่อมฟังเพลงแบบชิล ๆกันที่ Pier 88 ซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่างด้านหน้าโรงแรม
รวมถึงห้องประชุมสัมมนาที่วันนี้มีการจัดงานสังสรรค์ สุขทันที… ที่เที่ยวตรัง ต้อนรับคณะสื่อมวลชนและคณะนักท่องเที่ยววัยเก๋า
สอบถามรายละเอียดได้ที่ 075-226-999 เวปไซต์ http://www.ruarasadahotel.com Facebook : http://www.facebook.com/ruarasada
DAY 3
เริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่สุดจะกระปรี้กระเปร่า คณะทั้ง 80 ชีวิตเดินหน้าต่อมุ่งสู่ วัดภูเขาทอง ตรัง
“พระพุทธสีหไสยาสน์เทริดมโนราห์ เป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพานสมัยศรีวิชัย ความยาวกว่า 8 เมตร กว้าง 2.85 เมตร มีเอกลักษณ์คือพระเศียรสวมเทริดมโนราห์ ” ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นพระพุทธรูปที่พระเศียรสวมเทริดมโนราห์
วัดภูเขาทอง ตรัง เป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดตรัง มีอายุราว 1,000–1,200 ปี สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย ตามประวัติและตำนานท้องถิ่น เชื่อมโยงกับเรื่องราวของ พระนางเลือดขาว มเหสีของเจ้าเมืองพัทลุง เชื่อกันว่าพระนางนำทรัพย์สมบัติและคณะมโนราห์มาพักที่ถ้ำแห่งนี้ และเมื่อทราบว่าพระบรมธาตุเมืองนครสร้างเสร็จ จึงฝังทรัพย์สมบัติไว้ในถ้ำ พร้อมให้คณะมโนราห์สร้าง พระพุทธสีหไสยาสน์ ปิดปากถ้ำ โดยสวม “เทริด” ไว้ที่พระเศียร เพื่อเป็นสัญลักษณ์รำลึกถึงคณะมโนราห์ในครั้งนั้น
พระพุทธสีหไสยาสน์เทริดมโนราห์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากรและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2478 พระนอนองค์นี้เป็นที่เคารพศรัทธาของผู้สืบเชื้อสายมโนราห์และประชาชนทั่วไป เชื่อว่าผู้ที่อธิษฐานขอพรด้านโชคลาภ บารมี หรือให้หายจากโรคภัย
บริเวณวัดยังมีปรากฏการณ์หินงอกหินย้อยคล้ายเจ้าแม่กวนอิม เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทำให้มีการประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมคู่กันเพิ่มความเป็นสิริมงคล
ชาวบ้านยังเล่าต่อกันมาว่า วัดภูเขาทองเคยได้รับ “คำสาป” จากอดีตเจ้าอาวาส ไม่ให้สร้างเมรุเผาศพในพื้นที่วัด ให้เป็นเพียงสถานที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น ความเชื่อนี้ยังได้รับการยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน
และข้อมูลอีกมากมายที่หลั่งไหลผ่านการเล่าขานจากแม่ชีผู้ดูแลวัด ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่ไม่ควรพลาดทีเดียว องค์พระพุทธสีหไสยาสน์สีทองอร่ามงดงามยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่เบื้องหลังองค์พระ ฯ ถูกบดบังความงดงามของผนังถ้ำที่สวยงามด้วยแผ่นป้ายไวนิลขนาดมหึมา ทำให้องค์พระฯ ดูด้อยความงามลงไปเลย เฮ้อ !!
วังเทพทาโร
หลังสักการะองค์พระเพื่อเป็นสิริมงคล คณะของเราก็เดินทางกันต่อไปยัง วังเทพทาโร ที่ตำบลเขากอบ เป็นที่เอกชนของศิลปินพื้นบ้าน บนเนื้อที่กว่า 25 ไร่ ที่เพียรให้ความรู้แก่ผู้เข้ามาเยือนด้วยเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและปลูกต้นเทพทาโร จากน้ำพักน้ำแรงของชายที่ชื่อ จรูญ แก้วละเอียด ที่นี่มีไม้มงคลหายากของภาคใต้จัดสรรเอาไว้ให้ชมหลากหลาย
ไม้เทพทาโร เป็นไม้มงคลขนาดใหญ่ สามารถนำมาใช้ทำประโยชน์ได้หลายส่วน เช่น ใบ เปลือก ราก มีกลิ่นหอมคล้ายการบูรใช้ปรุงอาหารและทำยา
นอกจากจะเป็นการนำไม้มงคลมาขยายการเรียนรู้แล้ว ด้วยความบากบั่น เพียรนำซากไม้และราก มาสร้างเป็นมังกรหลายขนาด ตั้งแต่ตัวแรกจนถึงตัวที่ 88 โดยมังกรตัวที่ 87 เป็นมังกรแม่คือมังกรน้ำให้น้ำกับโลกมนุษย์ เพื่อไม่ให้เกิดภัยแล้ง ไม่ให้เกิดอุกภัย ส่วนมังกรตัวที่ 88 เป็นมังกรเพศผู้ เป็นมังกรไม้ที่สร้างขึ้นใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ มังกรตัวนี้ บ่งบอกถึงพลังอำนาจของแผ่นดิน และที่ได้รับความสนใจอีกจุดหนึ่งคืออุโมงค์มังกรที่นำเลข ๙ บรรจงไว้บนเหนือหัวมังกร
นอกจากนี้มีฐานเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การทำธูปหอมเทพทาโรและจำหน่ายของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์โอทอปจากไม้เทพทาโร เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30-17.30 น.
ช่วงทานอาหารกลางวัน คราวนี้เดินทางกันไปยังจังหวัดพัทลุง ที่นี่มีเขาอกทะลุให้ชมเป็นแบล็คกราวน์ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่อยู่ติดกับร้านสะดวกซื้อซึ่งถ้าจะว่าไปเมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวคราวไม่ค่อยจะดีสำหรับคนไทยที่มีอินฟลูฯชาวไทยไปบ้าระห่ำยืนเต้นอยู่บนรถของตัวเองหน้าร้านสะดวกซื้อ มีแบล็คกราวน์เป็นภูเขาฟูจิประเทศญี่ปุ่น ก็เสื่อมเสียชื่อเสียงกันไปอีกรอบ
ล่องเรือกระด้ง
ช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวัน คราวนี้ไปสนุกสนานกันต่อที่ กิจกรรมล่องเรือกระด้ง หนึ่งเดียวในไทย รถโค้ชขนาดใหญ่ของคณะเรามุ่งหน้าสู่คลองท่าสำเภา อำเภอเมือง เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่เตรียมเรือกระด้งเอาไว้คอยท่าเรียบร้อย โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่ต้องการสัมผัสกับบรรยากาศการลงเรือกระด้ง กับกลุ่มพี่ๆ สูงวัยกว่าที่อยากนั่งแพที่ตกแต่งเป็นเก๋งจีนในแบบชิล ๆ
ที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00นาฬิกาเป็นต้นไป ระยะเวลาในการล่องเรือกระด้งประมาณ 30 นาที โดยมีการจัดเรือหางยาวนำขบวนผูกเชือกลากจูงเรือกระด้งไปตามลำคลองสายเล็กๆ ที่ไหลผ่านชุมชนและป่าชายเลน พายเรือกระด้ง ยลยอ ถือว่าเป็นอย่างนั้นเลย
เราได้เห็นวิถีชุมชนที่ส่วนใหญ่จะมียอขนาดใหญ่เรียงรายริมน้ำไปพร้อมกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจเท่ากับเรือกระด้งที่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทางชุมชนต้องการนำเสนอ โดยมุ่งเน้นในเรื่องของความปลอดภัยอีกทั้งยังต้องการให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศในชุมชนวิถีท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบสวยงาม
แต่เพื่อความตื่นเต้นเร้าใจ ( สำหรับคนที่พายเรือไม่เป็นเลยอย่างเรา)เมื่อเข้าใกล้ถึงท่าเรือ เจ้าหน้าที่จะปล่อยให้แต่ละลำได้แสดงความสามารถในการพายเรือเข้าฝั่งด้วยตนเอง นั่นทำให้ความอลวนชุลมุนชุลเกบังเกิด เพราะไม่ว่าจะพายยังไง ก็จะหมุนวนกันอยู่อย่างนั้น บ้างก็ร้องเรียกให้คนช่วยเสียงหลง บ้างก็ปล่อยก๊ากเมื่อเห็นเพื่อนจ้ำบึ้ด…จ้ำบึ้ด
นู่น “พี่หมอ”พายวนรอบตัวเองห้ารอบ … ขณะที่”พี่ตา” บล็อกเกอร์ชื่อดังพายวนอยู่กี่รอบไม่ได้นับ ส่วนอีกหนึ่งสาวเฝ้าแต่เกาะกระด้งเพื่อนขอความช่วยเหลือ ร้อนถึงลุงคนเรือต้องเอาไม้พายมายันให้เข้าฝั่งได้ ถือเป็นประสบการณ์ที่คริ้นเครงสุด ๆ
ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ … หากใครมีโอกาสต้องมาทดลองกัน อ้อ… เกือบลืมบอกสำหรับนักช้อป บริเวณท่าเรือยังมีสินค้า ผลิตภัณฑ์ของชาวบ้าน ชาวชุมชนนำมาจำหน่าย ให้เราได้ช้อปได้ชิมอาหารพื้นถิ่นที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกกันอีกด้วย
“สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ฯ” หรือ “สะพานเอกชัย”
และปิดท้ายวันด้วยที่เที่ยวสุดท้ายของวัน คราวนี้ไปยังสะพานข้ามทะเลสาบที่ยาวที่สุดในประเทศไทยที่มีความยาวถึงประมาณ 5.5 กม. เชื่อมระหว่างทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง กับ อ.ระโนด จ.สงขลา เพื่อไปดูควายน้ำกัน กว่าจะถึงก็อาทิตย์ใกล้ตกเต็มที ได้แค่ลงไปถ่ายภาพกันนิดหน่อย ๆ ก็ต้องวิ่งกลับมา แต่ก็ยังพอได้เห็นเจ้าควายน้อยในปรักที่อยู่กลางเนินดินริมน้ำบ้าง ก่อนอาทิตย์จะลับเหลี่ยมฟ้ามืดลง
สำหรับที่มาของชื่อ สะพานเอกชัย นั้น สมัยเมื่อถนนเดิมเป็นทางลูกรังซึ่งต้องปิดซ่อมบ่อยในช่วงน้ำหลาก จังหวัดพัทลุงจึงดำเนินการสร้างใหม่ ช่วงนั้นนักร้องดังอย่างเอกชัย ศรีวิชัย มาแสดงดนตรีช่วยระดมทุนเพื่อสร้างสะพาน จึงเรียกสะพานนี้ว่า สะพานเอกชัย
คุณจอมสุรางค์ เฉลิมขวัญ รองผอ.ททท.สำนักงาน นครศรีธรรมราช ที่ร่วมเดินทางและแนะนำคณะบอกว่า ตัวเลขการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ปี 2568 มีนักท่องเที่ยว 1.7 ล้านคน … ซึ่ง ททท.พยายามครีเอทอีเวนท์เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวจังหวัดพัทลุงต่อเนื่องตลอดทั้งปี สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ มีปากประ สามารถล่องเรือชมแสงเช้า วิถีชีวิตชาวบ้านที่ยกยอ ทะเลน้อย ควายน้ำ วัดวัง น้ำพุร้อน และอื่นๆ อีกมากมาย
พัทลุงมีความมั่งคั่งทรัพย์ในดินสินในน้ำที่น่าสนใจ รวมถึงเรื่องอาหารการกินตอบสนองกับนักท่องเที่ยวได้ทุกประเภท
อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวว่าสักครั้ง อยากให้เข้ามาเที่ยวมาสัมผัสที่พัทลุง มาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ดู ด้วยตัวของจังหวัดก็วางโพสิชั่นนิ่งเป็นเรื่องการท่องเที่ยวแบบโลว์คาบอน ซึ่งตอบโจทย์วิสัยทัศน์เรื่องการท่องเที่ยวของททท.อยู่แล้ว การท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน และมากไปกว่านี้ จะไปเข้ากับเทรนด์การท่องเที่ยวโลก คือการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ห้องพักเราหารือกับผู้ประกอบการ ช่วงไหนที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่นเราทำแคมเปญเดือนเมษายน พัทลุงดีลคอนเนค ซื้อคูปอง 300 บาท นักท่องเที่ยวจะสามารถใช้ในมูลค่า 500 บาท ททท.เข้าไปเสริมให้ ตลอดเดือนเมษายน
นักท่องเที่ยวถ้ามีโอกาส เราอยากให้ท่านมาสัมผัสกับประสบการณ์ที่มีคุณค่า เรื่องของปากประ ทะเลน้อย ยังมีตลาดที่นักท่องเที่ยวชอบมากินอาหารถิ่น คือตลาดสวนไผ่เปิดทุกวันเสาร์ หลาดใต้โหลด เปิดทุกวันอาทิตย์ ในดงบอนเปิดทุกวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตกฤษ์ และถัดไปก็ในสวนศรี นักท่องเที่ยวสามารถทำกิจกรรม DIY ได้”
https://youtu.be/9UsVBzfKRoQ?si=dEesjjPqmqdi8X-Y
DAY 4
อุทยานนกน้ำทะเลน้อย
วันนี้เป็นวันที่คณะ ชสท.และนักท่องเที่ยววัยเก๋า จะได้เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดพัทลุงกันอีกเต็มวันโดยมีท่านรองผอ.ททท.ร่วมเดินทางตลอดเส้นทาง ก่อนจะกลับกรุงเทพฯ ทางรถไฟเหมือนเดิม
โดยเช้านี้ คุณเบญจวรรณ สังข์แสง นักสื่อความหมายธรรมชาติ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าทะเลน้อย ให้การต้อนรับคณะพร้อมบรรยายความสำคัญของ อุทยานนกน้ำทะเลน้อย
ในพื้นที่ทะเลน้อยมีบัวสายพันธ์หลักๆ อยู่ 4 ชนิด บัวแดง เป็นสายพันธุ์ที่มีมากที่สุดในทะเลน้อยแห่งนี้ ที่พร้อมใจกันออกดอกในหลายจุด และเห็นบอกว่าในยามค่ำคืนจะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไปทั่วทั้งผืนน้ำแห่งนี้
นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายข้าวเหนียว ที่เป็นพรรณไม้น้ำชนิดหนึ่งที่ออกดอกกระจายโดยรอบ และยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำด้วย
ทะเลน้อย หรืออุทยานนกน้ำ เป็นทะเลสาบน้ำจืด เป็นแหล่งน้ำจืดพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีเนื้อที่ผืนน้ำ ประมาณ 17,500 ไร่ ตั้งอยู่ในอำเภอควนขนุน มีคลองนางเรียมยาว 2 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างทะเลน้อยกับทะเลสาบสงขลา
จุดเด่นของทะเลน้อย คือ ล่องเรือชมทะเลบัวแดง สีแดงสดบานสะพรั่งเต็มท้องน้ำในบริเวณที่มีบัวชนิดนี้ขึ้นอยู่ ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันความงามคู่ทะเลน้อยที่อยู่คู่กัน นอกจากนี้ระหว่างนั่งเรือชมดอกบัว นกที่ทะเลน้อยจะมีให้ชมกว่า 287 นกน้ำมีทั้งนกที่ประจำถิ่นและนกอพยพมาจากที่อื่นตามฤดูกาล
หากจะเข้ามาชมดอกบัวก็ต้องมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์จึงจะเริ่มเห็นออกดอกที่สวยงามกัน
หลาดใต้โหนด
หลาดใต้โหนด ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนทราย อำเภอควนขนุน เป็นตลาดนัดพื้นบ้านที่รวบรวมอาหารพื้นบ้านท้องถิ่น ที่ขายโดยคนในท้องถิ่นด้วยกันเอง นำมาขายแลกเปลี่ยนกันในราคาถูก ส่วนที่มาของชื่อตลาด ก็มาจาก “หลาด” ที่เป็นคำเรียกตลาดของชาวภาคใต้ และ “ใต้โหนด” ก็คือใต้ต้นตาลตะโหนด ตลาดชุมชนพื้นบ้านที่ขายกันใต้ต้นตาลตะโหนดแห่งนี้ จึงมีชื่อเรียกว่า “หลาดใต้โหนด” เปิดขายเฉพาะวันอาทิตย์ ได้รับความนิยมมากจนรถติดยาวเป็นกิโล ๆ
อ.เจน สงสมพันธ์ ประธานกรรมการ “หลาดใต้โหนด” ตั้งโต๊ะให้การต้อนรับคณะ พร้อมกับเล่าถึงความเป็นมาของหลาดใต้โหนดว่า “ เป็นโครงการ บ้านนักเขียน โดย กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนรางวัลซีไรท์จากรวมเรื่องสั้น แผ่นดินอื่น เมื่อปี 2539 ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2549 ส่วนโครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณสิบไร่ เป็นที่นาเก่าที่ทิ้งรกร้างมากว่ายี่สิบปี ปี 2558 เพิ่มโครงการตลาดเพื่อชุมชน
เมื่อนักท่องเที่ยวมาที่นี่จะได้เสพความสุขในเรื่องของสินค้าในตลาดและดูการแสดงศิลปวัฒนธรรม
โดยบรรยากาศร่มรื่นเพราะเราจะทำให้เป็นตลาดสีเขียว เหมือนอยู่ในป่า ความคิดแรกเราจะยกภูเขาที่อยู่นครศรีธรรมราชไว้ที่นี่ให้เป็นบ้านนักเขียน เมื่อมาแล้วจะเป็นพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ท่องเที่ยว ส่วนที่เป็นผลพลอยได้คือ สินค้าชาวบ้านสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้แข็งแรง สามารถติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ที่ เพจ : หลาดใต้โหนดพัทลุง “
ดูเหมือนว่า ที่นี่จะถูกอกถูกใจเหล่าชาวคณะของเรามากๆ นอกจากจะมีสินค้ามากมาย ทั้งของกิน ของใช้ที่ชาวบ้านขนกันมาขาย ราคายังถูกแสนถูก ที่สำคัญยังเปิดพื้นที่ให้ คนที่มีฝีมือด้านศิลปหลากแขนง ทั้งมโนราห์ ดนตรีไทย ดนตรีสากล ดนตรีลูกทุ่ง หลากหลายรูปแบบ รวมถึงยังมีกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ อีกมากมายหลายอย่าง
นอกจากนี้ยังมีโซนพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมภาพเขียนศิลปิน และลายมือประทับของเหล่านักเขียนพร้อม QR Code บอกเล่าประวัติและผลงาน เอาไว้ให้ได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็น ลาว คำหอม , กฤษณา อโศกสิน ,อาจินต์ ปัญจพรรค์ ,พนมเทียน ,สถาพร ศรีสัจจัง
ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม “หลาดใต้โหนด” จึงเป็นขวัญใจของชาวพัทลุงและนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศเข้ามาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสายขนาดนี้
ถ้ำลอดเขาแดง
วันก่อนไปเที่ยวถ้ำในจังหวัดตรัง ครั้งนี้มีโอกาสได้เข้ามาเที่ยว ถ้ำลอดเขาแดงเป็นครั้งแรก ทำเอาอึ้งไปเลย สวยงาม AMAZING มาก ๆ ถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดินและน้ำฝน ทำให้เกิดโพรงถ้ำที่มีความสวยงามที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย
ในอดีตชาวบ้านได้ลอดถ้ำเข้ามาหาปลาและมูลค้างคาว เพื่อทำเป็นปุ๋ยในการทำนา อีกทั้งถ้ำแห่งนี้เคยใช้เป็นสถานที่ปลุกเสกพระเครื่อง วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง ก่อนจะมีการสำรวจและพัฒนาเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดพัทลุง
เส้นทางภายในถ้ำ มีระยะทางประมาณกว่า 400 เมตร สามารถเดินผ่านในถ้ำจากวัดเขาแดงตะวันออก ไปยังวัดเขาแดงตะวันตกได้ เมื่อเราเดินลึกเข้าไปตามเส้นทางของถ้ำ จะพบกับความงดงามของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และความน่าพิศวงของหินงอกหินย้อยที่แอบซ่อนอยู่ภายในถ้ำ
ต้องบอกว่าภายในถ้ำที่กว้างขวางแห่งนี้ได้รับการตกแต่ง แบ่งโซนเอาไว้ดี ไม่แออัดแต่ละโซนจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเราให้ความนับถือกันแทบจะครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นองค์นาคา องค์พระพิฆเนศขนาดใหญ่ องค์พระพุทธรูป องค์พระนอนองค์ใหญ่
การเดินทางสะดวกสบาย เนื่องจากถ้ำน้ำลอดเขาแดง ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองจังหวัดพัทลุง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง เหมาะสำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ
วัดวัง
และสถานที่สุดท้ายเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้เดินทาง วันนี้พิเศษสุด พระธนพล กตคุณโพธิ ( ณ พัทลุง) ท่านนอกจากจะบรรยายประวัติความเป็นมาของวัดเก่าแก่แห่งนี้ ยังมอบเหรียญพระยาพัทลุงขุนคางเหล็ก หลวงพ่อทวด รุ่น 1 ให้แก่คณะของเราอีกด้วย
วัดวังแห่งนี้ถือว่ามีความสำคัญมาช้านานคู่มากับเองพัทลุงตลอดสมัยรัตนโกสินทร์ อดีตเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการเมืองพัทลุง จนกระทั่งทางราชการได้ยกเลิกพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา และได้มีการย้ายเมืองพัทลุงจากตำบลลำปำไปตั้งที่ตำบลคูหาสวรรค์ คือที่ตั้งเมืองปัจจุบัน เมื่อปี 2469วัดวังเป็นวัดที่มีศิลปกรรมควรค่าแก่การศึกษาค้นคว้ามากมาย เช่น อุโบสถก่อด้วยอิฐ ถือปูน มีระเบียงคตล้อมรอบ
ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัย จำนวน 4 องค์ ฝาผนังทั้ง 4 ด้าน เขียนภาพจิตรกรรม เมื่อราว พ.ศ. 2403ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นการเล่าเรื่องพุทธประวัติและเทพชุมนุม ซึ่งหลวงพ่อก็ได้บรรยายให้กับเราฟังอย่างละเอียดในแต่ละผนัง ด้วยเพราะอากาศภายในโบสถ์ที่เย็นสบาย หลายคนฟังไปเคลิ้มไป
นอกจากนี้คณะยังมีโอกาสได้ถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมสารีริกธาตุ รวมถึงสักการะ อนุเสาวรีย์พระยาพัทลุงขุนคางเหล็กที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าอีกด้วย
…ตลอดระยะเวลาที่มีโอกาสได้เข้ามาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ ทั้งวัด ทั้งวิว ทั้งเวียง ถือเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้… หากคุณไม่ได้ออกเดินทาง
“ตรัง – พัทลุง” จึงเป็นอีกหนึ่ง Memory ที่ สำนักข่าว B TRIP News ขอร่วมบันทึกและถ่ายทอดความทรงจำที่งดงามนี้ด้วยความปลื้มหัวใจ
..แล้วพบกันใหม่ ทริปหน้าจะเป็นที่ไหน โปรดติดตามคะ
_______________________
นาริฐา จ้อยเอม
เรื่อง/ภาพ
ขอขอบคุณ
คุณวรางคณา สุเมธวัน ประธานชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ( ช.ส.ท.)
คณะสื่อมวลชนสมาชิกชมรม ฯ
คุณสมชาย ชมภูน้อย ที่ปรึกษากิติมศักดิ์ของชมรม ฯ
คุณอิงอร คงชู ผอ.ททท.สำนักงาน ตรัง
คุณจอมสุรางค์ เฉลิมขวัญ รองผอ.ททท.สำนักงาน นครศรีธรรมราช
คุณเบญจวรรณ สังข์แสง นักสื่อความหมายธรรมชาติ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าทะเลน้อย
คุณจิรายุสถ์ พิตรปรีชา ประธานกรรมการบริหาร – คุณวิไลพร พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บจก.เรือรัษฎาโฮเต็ล จ.ตรัง
คุณวศิน วรรณพฤกษ์ ผอ.ฝ่ายธุรกิจองค์กร บ.รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด







































































































































































































