สทนช. แจงหลังประชุมร่วมทุกหน่วยงานและจังหวัด คาดฝนเริ่มเคลื่อนตัวขึ้นภาคเหนือและตะวันตก 28-29 ก.ย.
กรมอุตุนิยมวิทยาและ สสน. คาดกลุ่มฝนภาคตะวั
วันนี้ (27 กันยายน 2569) นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำ แห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะ โฆษก สทนช. เปิดเผยภายหลังเป็ นประธานการประชุมคณะทำงานวิ เคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์ สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 17/2569 ร่วมกับ นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจังหวั ดพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบั นสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) คาดการณ์ว่า กลุ่มฝนในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ โดยในช่วงวันที่ 28-29 กันยายน แนวฝนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ ภาคเหนือและภาคตะวันตกมากขึ้น และมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา ตาก และกำแพงเพชร
ทั้งนี้ จากปริมาณฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่เขื่ อนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงเกิดมวลน้ำหลากบริเวณท้ ายเขื่อนบางแห่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับจั งหวัดจึงต้องพิจารณาปรั บแผนการระบายน้ำของเขื่อน โดยคำนึงถึงการลดผลกระทบต่ อประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเขื่อนวชิราลงกรณ แม้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำมาก แต่เนื่องจากมีฝนตกหนักสะสมในพื้ นที่ท้ายเขื่อนจนเกิดน้ำ หลากลงสู่แม่น้ำแควน้อยและล้ นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ริมน้ำ ขณะที่เขื่อนยังมีช่องว่างรองรั บน้ำได้อีกกว่า 500-700 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงมีแผนงดการระบายน้ำเป็นเวลา 2 วัน ในช่วงวันที่ 27-28 ก.ย. เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะที่เขื่อนศรีนครินทร์ ได้ปรับแผนบริหารจัดการน้ำร่ วมกับเขื่อนท่าทุ่งนา เพื่อชะลอมวลน้ำที่จะไหลสู่พื้ นที่ท้ายเขื่อน
โดยเขื่อนท่าทุ่งนาปรั บลดการระบายน้ำลงเหลือวันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมสูบน้ำกลับเข้าสู่เขื่ อนศรีนครินทร์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหลากล้ นทางระบายน้ำล้น (Spillway) ด้านเขื่อนขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำเต็มความจุเก็บกัก จึงจำเป็นต้องระบายน้ำวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วันในการปรับระดับน้ำเข้าสู่ เกณฑ์ควบคุม อย่างไรก็ตาม คาดว่ามวลน้ำที่ระบายออกจากเขื่ อนจะไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำ ในปัจจุบันมากนัก ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 89% ของความจุเก็บกัก ได้คงการระบายน้ำไว้ที่วันละ 2 ล้าน ลบ.ม. เพื่อช่วยชะลอมวลน้ำที่ไหลเข้ าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ด้านเขื่อนแก่งกระจาน แม้ระดับน้ำจะเกินเกณฑ์ควบคุ มเล็กน้อย แต่น้ำไหลเข้าเริ่มลดลงแล้ว
ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวั นออก บริเวณ จ.จันทบุรี เนื่องจากมีมวลน้ำ หลากจากตอนบนไหลมาสมทบแม่น้ำจั นทบุรีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในเขตเทศบาลเมื องจันทบุรีและเทศบาลเมืองจันทนิ มิตมีแนวโน้มล้นตลิ่งเข้าท่วมใน 1-2 วันนี้ ประกอบกับมวลน้ำจากแม่น้ำวั งโตนดได้ไหลเข้าสู่บริ เวณอำเภอท่าใหม่แล้ว ขณะที่ลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุ รี บริเวณเหนือเขื่อนบางปะกงมี แนวโน้มน้ำล้นตลิ่งสูงขึ้นอีก 20-30 เซนติเมตร ในช่วงวันที่ 29-30 กันยายน บริเวณ อ.บางน้ำเปรี้ยว อ.คลองเขื่อน และ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถานการณ์เริ่มทรงตัวและมี แนวโน้มคลี่คลาย เนื่องจากมวลน้ำจากแม่น้ำปิ งและแม่น้ำน่านเริ่มลดลง
โดยปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 1,846 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงจะคงการระบายน้ำท้ายเขื่ อนเจ้าพระยาไว้ไม่ให้เกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที อย่างไรก็ตาม จะต้องพิจารณาปรับอั ตราการระบายน้ำให้สอดคล้องกั บสถานการณ์ฝนต่อไป ด้านลุ่มน้ำแม่กลอง ระดับน้ำท้ายเขื่อนยังคงสูง จึงต้องเพิ่มการระบายน้ำของเขื่ อนแม่กลองมากกว่า 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่ มต่ำริมแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำ แม่กลอง ใน จ.กาญจนบุรี จ.ราชบุรี และ จ.สมุทรสงคราม สำหรับลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคี รีขันธ์ ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำ หลากและดินสไลด์ บริเวณ อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำการเตรียมพร้อมรับมื อและแจ้งเตือนประชาชนให้ทันเวลา
โดย สทนช. จะประเมินระยะทาง เวลาเดินทาง และระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลเตรียมการบริ หารจัดการน้ำ พร้อมกันนี้ หน่วยงานจะเร่งระบายน้ำที่ท่ วมขังในพื้นที่ต่าง ๆ ออกโดยเร็ว เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
ที่มา : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 27 กันยายน 2569





