วันอังคาร, ตุลาคม 20, 2026
Update Newsกระทรวงอุตสาหกรรมสังคมสังคม/CSRสิ่งแวดล้อม

‘วราวุธ’ รมว.อุตฯ สลดใจ โรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อน ปราจีนบุรี เดือด! กระทำหนักแผ่นดิน ประสานตม.ล่าตัว ดีเอสไอ-ปปง. สอบเส้นเงิน สั่งอุตฯจังหวัดปูพรมตรวจ รง.ประเภท 105/106

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรุน จุ้ยจำลอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ สส.ปราจีนบุรี เขต 2 และนายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมลงพื้นที่ บริษัท เอ็มวาย เมทัล จำกัด ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ที่ก่อนหน้านี้ถูกตรวจสอบกรณีฝ่าฝืนคำสั่ง ลักลอบขยายเครื่องจักร และประกอบกิจการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต 

โดยนายวราวุธ ได้ลงสำรวจพื้นที่ภายในโรงงาน ดูการจัดการและกองขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก พร้อมกับรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ต่อมานายวราวุธ ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ว่า ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วสลดใจ เพราะไม่มีตรงไหนเลยที่ถูกกฎหมาย คาดว่าเป็นการรุกที่ป่าสงวน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังสืบสวนอยู่ กองขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลเป็นความจำเป็นที่จะต้องได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง มีการใช้เศษพลาสติกร่วมกับดินจำนวนมาก และน่ากังวลว่ามีการนำดินตรงนี้ไปทำกิจกรรมอะไร หรือแอบนำไปทิ้งที่อื่นหรือไม่ การกระทำแบบนี้หนักแผ่นดินไทยมาก ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติใดก็ตาม ดูจากรายละเอียดแล้ว ไม่แน่ใจว่าเจ้าของกิจการยังอยู่ประเทศไทยหรือไม่ โดยได้ประสานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)ว่า ยังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ หากยังอยู่สมควรไม่ให้ออกนอกประเทศ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อยึดทรัพย์ผู้ประกอบการ

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมไม่นิ่งนอนใจ ตนได้ให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งการไปยังอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัดเร่งตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานที่ขอใบอนุญาตโรงงานประเภท 105 และ 106 เกือบ 3,000 แห่งทั่วประเทศ จากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะประสานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ และ สตม.เร่งตรวจสอบ เพื่อทำให้โรงงานเช่นนี้หมดไปจากแผ่นดินไทย หากพบผิดกฎหมาย หรือโรงงานเถื่อน จะดำเนินการอย่างรวดเร็วและเคร่งครัด

“ส่วนใครทำตัวเป็นขยะสังคม ทำความเดือดร้อนให้แผ่นดินไทย ลักลอบเอาเข้ามา จะเป็นชาติไหน ไม่ขอเหมาว่าเป็นจีนอย่างเดียว เพราะไม่รู้เป็นชาติไหนบ้าง แต่พวกที่กระทำความผิด ให้เตรียมตัวให้ดี แก้ไขเสีย วันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ตามตรวจสอบทุกที่ที่เกิดขึ้น ไม่ต้องบอกว่าเป็นของคนนั้นคนนี้ ตนได้รับคำสั่งโดยตรงจากนายกฯ ไม่ไว้หน้าไหนทั้งนั้น จะใคร จะนามสกุลอะไร ไม่ได้ดู ดูแค่ถ้าทำผิดกฎหมายขึ้นมาจะดำเนินการอย่างถึงที่สุด”นายวราวุธ ระบุ

นายวราวุธ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่บริษัท กรีน เอนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด หลังทำคราบน้ำมันรั่วไหลในช่วงน้ำท่วมว่า ที่มีไม่เป็นไปตามเงื่อนไขคือ กองที่จะฝังกลบ แทนที่จะมีตัวพลาสติกคลุมทั้งหมด แต่ไม่ได้คลุม จะเข้าข่ายมาตรา 37 และมาตรา 39 พ.ร.บ.โรงงานฯ ขณะที่คราบน้ำมันที่ไหลรั่วออกไป เนื่องจากมีฝนตกปริมาณมากและน้ำท่วมเข้าไปในบริเวณโรงงาน ซึ่งมีถังเก็บน้ำมันและไม่ได้มีการปิดอย่างดี ทำให้น้ำมันในถังรั่วไหลออกมา ถือเป็นความผิดพลาดที่โรงงานจะต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้ ขอให้วางใจได้ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้โรงงานดังกล่าวหยุดดำเนินการแล้ว หากประชาชนยังกังวลว่า จะมีการแอบดำเนินการ ตนจะให้กระทรวงอุตสาหกรรมติดตามอย่างใกล้ชิด หรือถ้าประชาชนพบเห็นสามารถแจ้งมายังกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อถามว่า สำหรับพื้นที่ที่ปนเปื้อนไปแล้ว หลังจากน้ำลดจะมีกระบวนการตรวจสอบอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า จะมีการเดินสำรวจกันเลย ทั้งจากบริษัท ประชาชน กรมควบคุมมลพิษ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะไม่ทำงานคนเดียว ตรงไหนมีคราบน้ำมันจะมีการส่งตรวจสอบทั้ง 2 หน่วยงาน ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ เพื่อให้ผลออกมาตรงกัน หากเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นบริษัทต้องเยียวยาให้ประชาชน 100% นอกจากนี้ หลังจากน้ำลดแล้วจะมีการตรวจสอบว่าได้มีการดำเนินการตามการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA หรือไม่

นายวราวุธ ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานฯ ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในสภาผู้แทนราษฎร ที่ยังสามารถตัดหรือเพิ่มเติมอะไรได้ โดยตนได้ให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มมาตรการเข้าไป ทั้งการเพิ่มโทษที่หนักขึ้น เพราะปัจจุบันโทษยังเบาไป อีกประเด็นคือ การทำให้คดีแบบนี้เป็นคดีการเงิน เพื่อให้ดีเอสไอ และปปง. สามารถยึดทรัพย์ผู้ประกอบการได้ นอกจากนี้ ยังจะมีเงื่อนไขว่า เมื่อกระทำผิดซ้ำ จะต้องมีระบบตัดคะแนน หากกระทำผิด 3 ครั้งจะยึดใบอนุญาตและห้ามไม่ให้เปิดกิจการได้อีก